กรมข้าว ร่วมถกอนาคตข้าวและชาวนาไทย ชูนโยบายเทคโนโลยีเกษตร 4.0 เพิ่มผลผลิต พัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน


    กรมข้าว ร่วมถกอนาคตข้าวและชาวนาไทย ชูนโยบายเทคโนโลยีเกษตร 4.0 เพิ่มผลผลิต พัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

   

วันที่ 22 ธันวาคม 2564 เวลา 13.00 น. นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ รองอธิบดีกรมการข้าว เข้าร่วมการเสวนาในหัวข้ออนาคตข้าวและชาวนาไทย : นโยบายด้านเทคโนโลยี ร่วมกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ในรูปแบบการประชุมทางไกลออนไลน์ ด้วยโปรแกรม Zoom Cloud Meeting ณ ห้องประชุมรวงข้าว ชั้น 2 อาคารกรมการข้าว

  

        นายณัฏฐกิตติ์ เปิดเผยว่า ข้าวถือได้ว่าเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศทั้งในด้านการบริโภคและการส่งออกสำคัญของประเทศไทย อีกทั้งยังมีความสำคัญต่อภาวะเศรษฐกิจภูมิภาคเนื่องจากเป็นพืชหลักของประเทศที่ครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูกมากที่สุด ในช่วงที่ผ่านมาพื้นที่ทำนามักประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติ ทั้งอุทกภัย ภัยแล้ง และฝนทิ้งช่วง ทำให้ผลผลิตเสียหายเป็นจำนวนมาก รวมถึงปัญหาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID - 19) ที่ส่งผลกระทบไปทุกภาคส่วนไม่เว้นแม้แต่การทำนา ก่อให้เกิดการเลิกจ้างงาน ทำให้แรงงานทั้งในประเทศและต่างประเทศโยกย้ายกลับภูมิลำเนา นโยบายการพัฒนาการเกษตรของประเทศในปัจจุบันจึงจำเป็นต้องพัฒนาไปในเชิงเกษตรอุตสาหกรรม เพื่อรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจไทยและการเพิ่มขึ้นของประชากรโลก การปรับเปลี่ยนรูปแบบของการทำการเกษตรหรือการทำนาจึงจำเป็นต้องมีการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่าง ๆ มาใช้ในในกระบวนการผลิตที่หลากหลายเพื่อให้เกิดผลสำเร็จ สอดรับกับแนวทางการพัฒนาตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ประกอบด้วย (1) เกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่น (2) เกษตรปลอดภัย (3) เกษตรชีวภาพ และ(4) เกษตรอัจฉริยะ


        รองอธิบดีกรมการข้าว กล่าวต่อไปว่า ถึงเวลาที่ชาวนาของประเทศต้องเปลี่ยนแปลงไปสู่การทำเกษตรรูปแบบใหม่ คือ การพัฒนาคุณภาพข้าวภายใต้การทำเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming) หรือเกษตร 4.0 ตามนโยบายที่ภาครัฐสนับสนุนให้ภาคการเกษตรนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเพิ่มผลผลิต พัฒนาภาคการเกษตรให้ยั่งยืนในอนาคต โดยเปลี่ยนจากการเกษตรแบบดั้งเดิม (Traditional Farming) สู่การเกษตรสมัยใหม่เน้นการบริหารจัดการผสมผสานเทคโนโลยีและประยุกต์ใช้อย่างเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา จึงจะสามารถทำให้ หลุดพ้นจากกับดักความยากจนได้ จึงเป็นโอกาสของชาวนาและโอกาสของประเทศที่ภาครัฐต้องการให้ภาคเกษตรกรรมมีการพัฒนาเพื่อลดต้นทุนในกระบวนการผลิต เพิ่มคุณภาพมาตรฐานการผลิต และการลด ความเสี่ยงที่เกิดจากการระบาดของศัตรูพืชและจากภัยธรรมชาติ และการจัดการองค์ความรู้ โดยนำเทคโนโลยีสารสนเทศจากการวิจัยประยุกต์ไปสู่การพัฒนาในทางปฏิบัติอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรมต่อไป

 

        รองอธิบดีกรมการข้าว กล่าวถึงแนวทางการดำเนินนโยบายด้านเทคโนโลยี ในปี 2566 – 2570 ของกรมการข้าวว่า กรมการข้าวมีแนวทางการดำเนินงาน 3 กิจกรรมหลัก ได้แก่ 1.) เกษตรอัจฉริยะ 1 อำเภอ 1 แปลงอัจฉริยะ ดำเนินการในแปลงเรียนรู้เกษตรอัจฉริยะ ในพื้นที่ 7 จังหวัด ได้แก่ สุพรรณบุรี ชัยนาท ปทุมธานี เชียงใหม่ เชียงราย อำนาจเจริญ และ อุบลราชธานี รวมไปถึงแปลงขยายผลด้วยเทคโนโลยี ในกลุ่มเกษตรกรนาแปลงใหญ่ ต.สวนแตง อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี ตลอดจนพัฒนา platform ข้อมูลการทำนาของเกษตรกร 2.) การส่งเสริมและพัฒนาการผลิตข้าวด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะครบวงจร ซึ่งจะเป็นการเสริมสร้างกระบวนการผลิตด้วยเทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่ตลอดห่วงโซ่การผลิตข้าว โดยการสนับสนุนเครื่องจักรกลเกษตรอัจฉริยะในการปรับพื้นที่การปลูกข้าว และเครื่องจักรกลสำหรับการปลูกหลังเก็บเกี่ยว ท่อน้ำอัจฉริยะ และสถานีตรวจวัดสภาพอากาศ บริหารจัดการความเข้มแข็งด้วยระบบ platform กลาง และการพัฒนา application สมุดโทรศัพท์อัจฉริยะ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านการผลิตข้าวที่สามารถลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตและคุณภาพข้าวให้มีมาตรฐานตรงตามความต้องการของตลาด และสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชาวนา โดยพัฒนาให้มีรายได้เพิ่มสูงขึ้น ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบัน 3.) พัฒนาระบบข้อมูลข้าวอัจฉริยะ โดยได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ พัฒนาระบบบริหารสำนักงานอิเล็กทรอนิกส์ และพัฒนาระบบข้อมูล platform ข้าวอัจฉริยะด้านข้าวและชาวนา เพื่อปฏิบัติงานราชการตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายในด้านการติดตามสถานการณ์การเกิดภัยพิบัติในนาข้าว ซึ่งที่ผ่านมาได้ดำเนินการพัฒนาแพลตฟอร์มข้าวอัจฉริยะ ด้านข้าวและชาวนา เพื่อรองรับการบริหารจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ทั้งจากภายใน (Internal) และภายนอกกรมการข้าว (External) โดยจัดหาเครื่องมือในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก (Analytics) อย่างเหมาะสม รวมทั้งพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ด้านดิจิทัลให้เกิดความยั่งยืนโดยการเลือกใช้เทคโนโลยีเครื่องแม่ข่ายแบบ Scale Out ซึ่งสามารถบริหารจัดการทรัพยากรและแอพพลิเคชั่นต่างๆ ได้แบบยืดหยุ่นและมีระบบสำรองข้อมูลทั้งในส่วนของอุปกรณ์และชุดข้อมูล เพื่อป้องกันข้อมูลสูญหาย หรือเกิดเหตุที่ไม่คาดคิดและระบบยังสามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องไม่ติดขัด มีความทันสมัย มีประสิทธิภาพ และเพิ่มระดับการรักษาความปลอดภัยของระบบเครือข่ายและข้อมูลสารสนเทศ